การพิมพ์ เป็นการจำลองต้นฉบับ ต้นฉบับนี้อาจจะเป็นภาพ หรือเป็นตัวหนังสือก็ได้ ซึ่งการพิมพ์ไม่ได้เป็นการสร้างต้นฉบับ แต่เป็นการจำลองต้นฉบับ หรือการสำเนาออกมา โดยลงบนวัตถุที่มีพื้นผิวเรียบ แบนราบ โค้งนูน หรือค่อนข้างขรุขระเพียงเล็กน้อย ให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด และคำนึงถึงปริมาณในการผลิตจำนวนมาก แต่สิ่งที่ทำมาเป็นสำเนา จะไม่ใช้การพิมพ์ประเภทเดียว เพราะจะทำให้งานพิมพ์ออกมาไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร

ดังนั้น จึงต้องเลือกประเภทงานพิมพ์ให้ตรงกับงาน จึงจะได้งานพิมพ์ที่ดี มีคุณภาพ ออกมาสวยสมบูรณ์ ซึ่งในโรงพิมพ์ ประเภทงานพิมพ์ที่ยังได้รับความนิยมอยู่ แบ่งออกเป็น 6 ประเภทด้วยกัน โดยแต่ละประเภทนั้น จะมีความเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกันไป และมีลักษณะของการพิมพ์ที่แตกต่างกันอีกด้วย

วันนี้เราจะพาไป ทำความรู้จักกับงานพิมพ์แต่ละประเภท ที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่ ดังนี้

1. งานพิมพ์ออฟเซ็ท (OFFSET PRINTING)

งานพิมพ์ออฟเซ็ท (OFFSET PRINTING) เป็นการพิมพ์พื้นราบ ใช้ระบบและหลักการรน้ำกับน้ำมันไม่รวมตัวกัน โดยสร้างเยื่อน้ำไปเกาะอยู่บนบริเวณไร้ภาพของแผ่นแม่พิมพ์ เมื่อรับหมึก หมึกจะไม่เกาะน้ำแต่จะไปเกาะบริเวณที่เป็นภาพแล้วถูกถ่ายลงบนผ้ายางและกระดาษพิมพ์ต่อไป ซึ่งเป็นการพิมพ์ที่เน้นรายละเอียดการพิมพ์สูงมาก มีเครื่องพิมพ์หลายขนาด งานที่เหมาะกับงานพิมพ์ออฟเซ็ท เช่น ใบปลิว แผ่นพับ โบรชัวร์ หนังสือ วารสาร นิตยสาร แคตตาล็อก งานพิมพ์ใช้ในสำนักงาน เป็นต้น

2. งานพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing)

งานพิมพ์ดิจิตอล (Digital Printing) เป็นการพิมพ์ที่ใช้เครื่องพิมพ์ หรือพริ้นเตอร์ต่อพ่วงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยสามารถสั่งพิมพ์ได้โดยตรงจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งงานพิมพ์ประเภทนี้ เป็นงานพิมพ์ที่มีปริมาณไม่มาก มีการเปลี่ยนภาพ หรือข้อความบ่อย งานที่เหมาะกับงานพิมพ์ดิจิตอล ได้แก่ นามบัตร แผ่นพับ ใบปลิว หนังสือ เป็นต้น

3. งานพิมพ์ซิลค์สกรีน (SILKSCREEN PRINTING)

งานพิมพ์ซิลค์สกรีน (SILKSCREEN PRINTING) เป็นการพิมพ์พื้นฉลุที่ใช้หลักการพิมพ์ โดยให้หมึกซึมทะลุผ่านผ้าที่ขึงตึงไว้ และให้ทะลุผ่านเฉพาะบริเวณที่เป็นภาพ สามารถพิมพ์งานสอดสีได้และสามารถพิมพ์ลงบนวัสดุได้หลากหลายชนิด รวมไปถึงพิมพ์บนวัสดุที่มีผิวโค้งได้อีกด้วย ซึ่งความละเอียดของภาพพิมพ์ขึ้นอยู่กับความถี่ของเส้นใยผ้า งานที่เหมาะกับงานพิมพ์ซิลค์สกรีน ได้แก่ ป้าย  นามบัตร พลาสติก โลหะ เสื้อผ้า ขวด จานชาม บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น

4. งานพิมพ์เลตเตอร์เพรส (Letterpress Printing)

งานพิมพ์เลตเตอร์เพรสส์ (Letterpress Printing) เป็นการพิมพ์พื้นนูนที่ใช้แม่พิมพ์ทำจากโลหะผสม หรือพอลิเมอร์อย่างหนากัดผิวจนเหลือส่วนที่เป็นภาพนูน สำหรับรับหมึกพิมพ์แล้วถ่ายทอดลงบนวัสดุที่ใช้พิมพ์โดยใช้วิธีกดทับ แต่การทำแม่พิมพ์ค่นข้างลำบากและภาพพิมพ์ที่ได้ไม่ค่อยสวยงาม ทำให้ในปัจจุบันมีการพิมพ์ประเภทนี้เหลืออยู่น้อย งานที่เหมาะกับงานพิมพ์เลตเตอร์เพรสส์ ได้แก่ กล่อง ฉลาก นามบัตร ป้าย งานพิมพ์อื่น ๆ ที่ไม่ต้องการความละเอียดมาก เป็นต้น

5. การพิมพ์เฟล็กโซกราฟี (Flexography)

การพิมพ์เฟล็กโซกราฟี (Flexography) เป็นการพิมพ์พื้นนูนที่ใช้แผ่นพอลิเมอร์ที่มีความยืดหยุ่นที่ดีเป็นแม่พิมพ์ โดยกัดส่วนที่ไม่รับหมึกเว้าลึกลงไป หลักการพิมพ์จะใช้หลักการคล้ายกับการพิมพ์แบบเลตเตอร์เพรสคือใช้การกดทับ แต่หมึกที่ใช้จะเหลวกว่าและใช้ลูกกลิ้งที่ทำขึ้นเป็นพิเศษทำหน้าที่จ่ายหมึกในปริมาณที่สม่ำเสมอให้กับแม่พิมพ์ และยังสามารถพิมพ์ภาพสอดสีได้อีกด้วย งานที่เหมาะกับงานพิมพ์เฟล็กโซกราฟี ได้แก่ กล่องลูกฟูก ป้าย กระดาษชำระ ถุง ซองพลาสติก เป็นต้น

6. งานพิมพ์กราวัวร์ (Gravure)

งานพิมพ์กราวัวร์ (Gravure) เป็นการพิมพ์พื้นลึกที่ใช้แม่พิมพ์ที่เป็นร่องลึก สำหรับบริเวณที่เป็นภาพเพื่อเก็บหมึกแล้วไว้ปล่อยลงบนผิวของชิ้นงานพิมพ์ คุณภาพงานพิมพ์แบบนี้ค่อนข้างดี ในส่วนของแม่พิมพ์แบบนี้มักเป็นลูกกลิ้งทรงกระบอก ทำด้วยโลหะใช้วิธีกัดผิวทรงกระบอกเป็นหลุมตามบริเวณที่เป็นภาพ จึงทำค่อนข้างยากและต้องใช้เวลา และยังมีค่าใช้จ่ายสูง เหมาะกับงานยาว ๆ งานที่เหมาะกับงานพิมพ์กราวัวร์ ได้แก่ ซองพลาสติกใส่อาหารและขนม งานพิมพ์บนพลาสติกต่าง ๆ เป็นต้น

งานพิมพ์มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทนั้น เหมาะกับงานพิมพ์ที่แตกต่างกันไป ก่อนจะพิพม์ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับงานพิมพ์ของตัวเอง เพื่อให้งานพิมพ์ออกมาดี สวยงามและมีคุณภาพ

รูปภาพ : pinterest.com