เพิ่มเพื่อน

นับถอยหลังตามวันในปฏิทินดูแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 31 ตุลาคม หรือ วันฮาโลวีน (Halloween) เทศกาลผีสีส้มดำสุดหลอนที่ขนมาทั้งกองทัพภูตผีปีศาจ ไหนจะแม่มด สัตว์ประหลาดต่างๆ และฟักทองสีส้มหน้าตาแสยะยิ้มชวนขวัญผวาอีก นานๆ ทีจะมีวันผีๆ ให้ได้เล่นหลอกผีกันอย่างไม่รู้สึกผิดแบบนี้ หลายคนก็คงกำลังเตรียมแต่งตัวเป็นผีกันอยู่ใช่ไหมล่ะ?

แต่ก่อนจะถึงวันฮาโลวีนเราก็มี 5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเทศกาลผีนี้มาให้ทุกคนได้อ่านกัน จะได้เฉลิมฉลอง ทำกิจกรรมในวันฮาโลวีนกันได้สนุกมากขึ้น ไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

5 เรื่องน่ารู้วันฮาโลวีน (Halloween)

1. ทำไมต้อง 31 ตุลา?

เชื่อกันว่าวันฮาโลวีนมีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเคลท์ หรือเซลท์ (Celt) ชนเผ่าพื้นเมืองในไอร์แลนด์ ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยชาวเซลท์ถือกันว่าวันที่ 31 ตุลาคมเป็นวันสิ้นสุดฤดูร้อน และยังเชื่อกันอีกว่าเป็นวันที่ประตูมิติของคนและวิญญาณจะเปิดเชื่อมถึงกัน

เมื่อโลกของคนกับผีเชื่อมกันได้ เหล่าวิญญาณจึงพยายามเข้าสิงร่างคน จึงเกิดเป็นความเชื่อและการปฏิบัติในยุคก่อนคริสตกาลว่าจะต้องทำการเผาคนที่คิดว่าอาจจะถูกผีสิง แต่ในปัจจุบันความเชื่อเรื่องผีสางค่อยๆ เสื่อมถอยไป และได้เปลี่ยนจากการเผาคนมาเป็นเผาหุ่นแทน

2. แต่งตัวเป็นผีเพื่อหลอกผี

เนื่องจากชาวเซลท์เชื่อกันว่าวันที่ 31 ตุลาคม เป็นวันที่โลกของคนเป็นและคนตายจะเชื่อมถึงกันได้ และเหล่าวิญญาณจะพากันมาหาสิงสู่ร่างคนเพื่อกลับไปมีชีวิตอีกครั้ง และเพื่อเป็นการขู่ให้พวกผีกลัวและหนีไปไม่มาสิงร่าง เหล่าคนเป็นจึงต้องแต่งตัวเป็นผีที่น่ากลัวที่สุด ปิดไฟทุกดวงในบ้านและส่งเสียงหวีดร้องโวยวายเพื่อให้ผีตัวจริงตกใจไม่มาเข้าใกล้

การแต่งตัวหรือปลอมตัวให้ดูเหมือนผีมากที่สุดนี้จึงเป็นที่มาของการแต่งตัวเป็นผีในวันฮาโลวีนในปัจจุบัน แต่เนื่องจากความเชื่อเรื่องผีได้ค่อยๆ หายไปตามกาลเวลา การแต่งเป็นผีจึงเป็นเพียงเพื่อความสนุกสนาน ไม่ใช่เพื่อกันไม่ให้ผีมาสิงร่างเหมือนสมัยก่อน

3. “Trick or Treat”

Trick or Treat หรือ หลอกหรือเลี้ยง เริ่มต้นขึ้นโดยชาวยุโรปราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยจะเป็นการไปขอขนมตามหมู่บ้าน เชื่อกันว่าหากให้ขนมมากเท่าไหร่เมื่อตายไปก็จะได้รับผลบุญมากเท่านั้น ปัจจุบันได้กลายมาเป็นการละเล่นที่เด็กๆ จะแต่งตัวเป็นผีแล้วไปเคาะประตูตามบ้าน เน้นเลือกบ้านที่มีโคมไฟฟักทอง ตุ๊กตาหุ่นฟาง ซึ่งแต่ละบ้านก็จะเตรียมขนมหวานไว้รออยู่แล้ว

เมื่อเด็กๆ ไปเคาะประตูก็จะถามคนในบ้านว่า “Trick or Treat?” หากตอบ Treat จะเป็นการยอมแพ้ให้กับเด็กๆ ที่แต่งเป็นผีว่าน่ากลัว จากนั้นก็จะให้ขนมหวานกับเด็กๆ ไป แต่หากตอบ “Trick” ก็จะเป็นการท้าทายให้เด็กๆ แกล้งหลอกเป็นผี และสุดท้ายผู้ใหญ่ก็จะให้ขนมกับเด็กๆ ด้วยเช่นกัน

4. ทำไมต้อง “Jack O’ Lantern”

สำหรับที่มาที่ไปของฟักทอง “Jack O’ Lantern” นั้นมาจากเรื่องเล่าโบราณในไอร์แลนด์ที่ว่า มีชายชื่อแจ็คเป็นชาวนาที่กล้าต่อกรกับซาตานที่ชอบมาขอพืชผลจากชาวบ้านอยู่เสมอ จนวันนึงซาตานติดกับของแจ็คทำให้ไปไหนไม่ได้ แจ็คจึงได้ทีบอกให้ซาตานรับปากกับเขาว่าหากเขาตายห้ามส่งเขาไปนรกเด็ดขาด และเมื่อเขาตายซาตานก็ทำตามสัญญา พร้อมทั้งให้แสงไฟที่มีผักกาดครอบอยู่กับแจ็คที่กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนเพื่อใช้นำทาง

จากนั้นทุกคืนวันฮาโลวีนวิญญาณของแจ็คจะล่องลอยอยู่ในความมืดพร้อมแสงไฟในหัวผักกาด ต่อมาเมื่อเทศกาลฮาโลวีนได้เข้ามาในอเมริกา ชาวอเมริกันเห็นว่า “ฟักทอง” หาง่ายกว่าและผลใหญ่กว่า เหมาะกับการนำมาแกะสลักมากกว่าผักกาด จึงได้เปลี่ยนมาเป็นฟักทองจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

5. ความเชื่อเรื่องแม่มดในวันฮาโลวีน

มีความเชื่อต่อๆ กันมาว่าเราสามารถมองเห็นแม่มดตัวเป็นๆ ตัวจริงเสียงจริงได้ในวันฮาโลวีน! ซึ่งหากใครอยากเห็นแล้วล่ะก็ ในตอนเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนจะต้องทำพิธีโดยการใส่เสื้อผ้ากลับด้าน จากนั้นให้เดินถอยหลัง เสร็จแล้วก็นับนิ้วรอเวลาแม่มดมาปรากฎตัวตอนเที่ยงคืนได้เลย!

ข้อมูล : kapook.com

รูปภาพ : pixabay.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *